[BJD]Novel - Sweet trap [PG]

posted on 25 Nov 2011 12:46 by lusiferchan in Dolls
ยะโฮ่!! ไม่เจอกันนานเลยค่ะทุกคน ตั้งแต่บ้านน้ำท่วมลังส้มก็ต้องอพยพ
หนีค่ะ คาดว่าเร็วๆนี้คงได้กลับบ้านสักที ขอบคุณทุกกำลังใจเลยนะคะ
 
 
งวดนี้อัพขัดตาทัพกันร้าง(ฮา)
รูปใหม่ๆยังไม่ค่อยมีค่ะ เลยขอเอาเนื้อเรื่องออริจินอลของดอลล์
มาลงแทนละกันค่ะ
 
ปกติแล้ว เด็กๆบ้านลูซิจะมีเนื้อเรื่องสตอรี่เป็นของตัวเองค่ะ
มันเกิดจากการวางคาแรกเตอร์และเขียนขึ้นตามที่คิดไว้
การคัสตอมเด็กๆเลยออกแนวไปทางเดียวกันสักส่วนใหญ่
 
story line แยกง่ายๆเป็น
 
1.moonchild - ได้แรงบันดาลใจมาจากสตอรี่ของพี่อ้น เด็กในซีรี่ย์คือฟิโล่ค่ะ
2.Once upon a time - เรื่องราวของพ่อมดและเด็กๆในสังกัด(??)
3.Pirate moon - เรื่องราวของเด็กแก๊งค์โจรสลัดค่ะ(ไลน์นี้ใหญ่สุดเลยเพราะสมาชิกเยอะ 55)
 
จริงๆแอบเขียนไว้หลายตอนแล้วแต่ไม่เคยลงเลย(เขินค่ะ ฝีมือเขียนก็ไม่ได้ดีอะไร ฮา)
การดำเนินเรื่องมาจากเด็กที่บ้านเเละเด็กบ้านใกล้เคียงที่เกี่ยวกันในสตอรี่ค่ะ
(งานนี้ขอบคุณพี่อ้นด้วยที่คอยเป็น QC และไอเดียมาตลอด ก๊ากกกก)
 
 
วันนี้เอาเรื่องของคู่นี้มาลงค่ะ!!
 
 
(credits : ขอบคุณภาพปลากรอบจากห้องภาพกล้าม มา ณ ที่นี้ ฮี่)
 
 
ใครสนใจก็เชิญได้เลยค่ะ เย้!
 
 
*คำเตือน*
 
เนื้อหานิยายในเอนทรี่นี้ มีลักษณะไปทางชายรักชาย(Yaoi)
สำหรับท่านใดที่ไม่พึงประสงค์ รบกวนปิดออกได้เลยค่ะ
 
 
Sweet trap
Original Side story :Pirate moon
Rate : NC-13 [Edit Version]

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...

มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว บางสิ่งบางอย่างยังติดอยู่ในห้วงความทรงจำ บางทีก็แจ่มชัด
บางทีก็เลือนลางราวกับเงาจันทร์บนผืนน้ำทะเล

ไม่นานนักคลื่นก็สาดซัดหายไป…….



    ยุคสมัยของการแย่งชิงและต่อสู้เพื่ออาณานิคมและทรัพยากรดำเนินเกิดขึ้น เมื่อมหาอำนาจทั้งสามอาณาจักรต่างต้องการเป็นใหญ่เหนือจักรภพอื่นๆ การที่กองทัพเรือเข้ามาแทรกแซงทำให้ต่างฝ่ายต่างซ่อนเก็บอุบายของตัวเองและเฝ้าดูฝ่ายตรงข้ามเงียบๆ   ไม่วายที่มีการ “ลอบกัด” กันเกิดขึ้น

กองกำลังทหารไม่สามารถรบพุ่งกันได้โดยไม่มีเหตุจำเป็น .....
หากแต่ถ้าเกิดฝ่ายตรงข้ามเป็น “ โจร” ขึ้นมา…….

ทีนี้ใครจะสามารถห้ามได้……..




นี่คือยุคสมัยของ Privateer กองโจรสลัดที่มีเบื้องหลังจักรวรรดิสนับสนุน เพื่อทำการปล้นสะดม
และจมกองเรือของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด
 
 
สำหรับคาราเบลเรียร์ที่มีพื้นที่น้ำเป็นส่วนใหญ่ ย่อมเป็นการยากที่จะเดินทางโดยวิธีอื่น
แต่ละอาณาจักรและแผ่นดินแบ่ง ออกเป็นเกาะเล็กเกาะน้อย อย่างไรก็ตาม การเดินเรือก็เป็นวิธีที่จะไปได้ง่ายที่สุด
แม้ว่าปัจจุบันจะมีการประดิษฐ์เครื่องร่อนและเครื่องบินขนาดเล็กขึ้นแล้ว แต่ก็ยังเดินทางได้เพียงระยะทางไม่ไกลนัก

กลับกลายเป็นว่า พ่อค้าวานิชย์และเหล่านักเดินทางก็ต้องระวังตัวกันเอง

แต่หากใครสามารถจัดการตัวไพรเวเตียร์หรือโจรสลัดที่มีค่าหัวได้ กองทัพเรือยินดีแลกหัวเหล่านั้น
กับจำนวนเงินมหาศาลเช่นกัน





………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….



ร่างในชุดคลุมดำก้าวเท้าขึ้น บูทที่ตัดจากหนังชั้นดีประดับอัญมณีกระทบกับพื้นไม้เป็นจังหวะ เสียงลูกหาบและเด็กขนของ
บริเวณท่าเรือแห่งนี้ส่งเสียงตอบรับกันเป็นทอดๆ ไม่นานนักนายท่าร่างฉุวิ่งอุ้ยอ้ายมาทางนี้

“ยินดีต้อนรับสู่ท่าเรือเบลล์เซลครับนายท่าน”

ชายวันกลางคนร่างอ้วนเตี้ยแต่งตัวเหมือนคหบดีทั่วไปฉีกยิ้มประจบประแจงมือ กลมป้อมที่ใส่แหวนอำพันขนาดใหญ่ถูไปมา ร่างโปร่งในชุดคลุมดำทอดสายตาลงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ “ผู้ติดตาม” จะเดินมาสบทบด้านหลังเงียบๆ มือใหญ่หยิบ
ถุงหนังสีดำขนาดย่อมให้เจ้านาย

“ค่าจอดเรือ…….เราต้องการที่จอดเรือที่ดีที่สุดและสามารถออกทะเลได้เร็วที่ สุด”
เสียงของเด็กหนุ่มดังลอดมาจากภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทมือโยนถุงหนังให้นายท่า มืออวบเปิดถุงก่อนจะทำตาโต


“ อ้อ……ถ้าเราจะใส่ค่าธรรมเนียมเกินไปนิดก็คงจะบังเอิญละนะ” รอยยิ้มมุมปากแย้มขึ้นเล็กน้อย

“บางที นายท่าอาจจะลืมเรื่องชื่อเรือบ้างก็คงดีไม่น้อย…...”


กระแสเสียงต่ำลง บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ‘อย่าขัดใจเราเป็นอันขาด’

ดูท่าคงเป็นคุณชายหรือขุนนางตระกูลสูงที่หนีมาเที่ยวเล่นสำมะเลเทเมากระมัง
ชายร่างอ้วนเก็บถุงหนังเข้าอกเสื้อ พยักหน้ารับรู้


“งั้นก็ยินดีต้อนรับอีกครั้งสู่เบลล์เซล ท่านสุภาพบุรุษ”



…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….



ท่าเรือเบลล์เซลเป็นเมืองท่าสำคัญตั้งอยู่ระหว่างชายแดนทรูซก้าและเคอแร ลเดนท์
แม้ไม่ใช่เมืองท่าใหญ่แต่ถือเป็นแหล่งการค้าที่ใหญ่และมีอำนาจที่สุด เหล่าพ่อค้าถึงกับกล่าวว่า
“ ไม่มีอะไรที่หาไม่ได้ในเบลล์เซล” เนื่องจากเป็นท่าเรือที่ปิดล้อมด้วยภูเขาสูงและมีลักษณะเป็นอ่าว
ถือเป็นภูมิประเทศที่มีลักษณะดี สามารถป้องกันการโจมตีจากที่อื่นได้ง่าย
ตัวเมืองเปิดออกสู่อ่าวที่มีป้อมปราการที่แข็งแรง

หลักประการที่สำคัญที่ทำให้ทุกคนหลั่งไหลมาเบลล์เซลนั่นคือ เบลล์เซลเป็นเมืองท่าไร้ฝ่ายและไร้การควบคุมจากจักรวรรดิใดๆ   เมืองนี้ปกครองโดยสมาคมพ่อค้า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่อำนาจ ศักดิ์ศรี หรือความภาคภูมิ

มีเพียง “เงิน” เท่านั้น ที่จะควบคุมอำนาจทุกอย่างในเมืองนี้

จึงไม่แปลกที่เมืองนี้จะมีทั้งตลาด การแลกเปลี่ยนของเถื่อนของผิดกฎหมาย สถานเริงรมณ์
แม้กระทั่ง “คน” ก็สามารถซื้อได้ที่นี่ เมืองนี้จึงมีบุคคลหลายประเภทเข้ามาเดินขวั่กไขว่


รวมทั้งโจรสลัดด้วย…….









ร่างในชุดคลุมหน้าดำเดินตัดผ่านถนนหลักที่โรยกรวดและหินขนาดใหญ่ เส้นทางตัดผ่านสู่ใจกลางตลาดและตรอกเริงรมณ์
เสียงตะโกนแข่งกันขายสินค้าของพ่อค้า แม่ค้า เสียงคนพูดคุยกัน ไปจนถึงเสียงทะเลาะกันจากโรงเหล้าที่เปิดตั้งแต่
กลางวันแสกๆไปจนย่ำรุ่งของอีกวัน

เด็กหนุ่มมองอย่างสนใจ

“เมืองคึกคักดีนะ…..เราพึ่งเคยมาเมืองแบบนี้เป็นครั้งแรก”น้ำเสียงกลั้วสนุก สนาน
แต่หากคนติดตามตัวโตด้านหลังคิดตามอย่างไม่เห็นด้วย


“นาย น้อยต้องระวังตัวมากกว่านี้นะครับ ที่นี่มีคนหลายประเภท เราอาจจะไปเจอกับคนที่รู้จักเราก็ได้”
ชายร่างสูงเตือนเสียงต่ำ แต่กลับได้เสียงหัวเราะกลับมา


“ถึง ตอนนั้นก็ให้นายจัดการก็แล้วกัน วันนี้เราจะพักที่หอคณิกาอันดับ 1 ของเมือง ไปจัดการให้ด้วย” พูดจบเจ้าตัวก็ลิ่วไปหน้าแผงขายอาวุธทันที
คนที่เป็นผู้ติดตามนิ่งตะลึง

…….ถึงบอกแล้วว่าอย่าให้นายน้อยออกทะเลเป็นอันขาด……..


อิซาคได้แต่ปลง หลังจากติดตามนายน้อยมาได้หลายปี เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวเป็นคน “เอาแต่ใจแค่ไหน”
ออกแนวที่ว่าโลกและทุกคนต้องหมุนรอบตัวเองเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เป็นอื่นเด็ดขาด ร่างสูงหันไปสั่งงานลูกเรือที่ตามมาให้หาซื้อเสบียงและอุปกรณ์เดินเรือที่จำ เป็น และหมุนตัวตามนายน้อยของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว



…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….




หลังจากส่งของและสิ่งจำเป็นบางอย่าง(เช่น ชุดช้อนส้อมเงินชุดใหม่ของนายน้อย เสื้อผ้าตัดเย็บจากห้องเสื้อชั้นสูงของนายน้อย เครื่องประดับหรูหราของนายน้อย เครื่องหอมน้ำหอมและสบู่ขี่เถ้าของนายน้อย....หลายคนเคยบอกว่ามันจำเป็นต่อการเดินเรือด้วยเหรอ เขาก็ต้องตอบว่าจำเป็นสิ ดีกว่าให้นายน้อยโมโหถ้าไม่มีสบู่อาบน้ำ) ไปยังเรือแล้ว

ยังเหลืออาวุธบางส่วนที่เจ้าตัวเปรยๆว่าอยากได้ปืนประดับทองกระบอกใหม่ อิซาคแจกจ่ายหน้าที่ให้ลูกเรือและสั่งให้แยกย้ายกันพักผ่อน  ก่อนที่พรุ่งนี้เช้าจะออกเรือแต่เช้ามืด ร่างโปร่งในสายตาก็หายลับเข้าร้านขายอาวุธที่ดีที่สุดในเบลล์เซลไปแล้ว

เสียงกระดิ่งทองเหลืองที่แขวนอยู่เหนือประตูสั่นกรุ๊งกริ๊ง ชายสองคนเดินเข้าร้าน คนหนึ่งร่างโปร่งดูท่าจะอยู่ในวัยหนุ่มน้อย
ดูเป็นลูกผู้ดีหรือคุณชายตระกูลขุนนาง อีกคนเป็นชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าคมเข้ม คิ้วเรียวพาดจดหางตาคมสีน้ำตาลเข้ม
ดูจงรักภักดีต่ออีกคนมาก คงเป็นข้ารับใช้หรือผู้ติดตามอะไรทำนองนั้น

สายตาพิจารณาจากชายแก่หลังเคาน์เตอร์ไม้ สบเข้ากับสายตาภายใต้ชุดคลุมดำ ดูท่าอีกฝ่ายคงรู้ตัวแล้วว่าเขาสังเกตอยู่
และรู้ได้เลยว่าภายใต้ผืนผ้าสีดำนั้น จะพบกับดวงตาส่องประกายเจิดจ้าไม่เกรงกลัวสิ่งใดแน่นอน

“ยินดี รับใช้ ท่านผู้มาเยือน”

ชายแก่ผมหงอกโพลนสวมแว่นตากลมยืนขึ้น เดินเข้ามาหาช้าๆ สายตายังคงจ้องพวกเขาอย่างพิจารณาอะไรบางอย่างอยู่
ดูท่าจะไม่ใช่พ่อค้าอาวุธธรรมดาๆกระมัง

“เราอยากได้ปืนสักกระบอก” ร่างเล็กกว่ากล่าว มือเนีย